สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

Default

MS Word  Print  

ข่าว ก.ล.ต.

ฉบับที่ 102/2550

วันพุธที่ 19 ธันวาคม 2550

 

ผลงาน ก.ล.ต. 4 ปี เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนแผนงานปี 51 จะเน้นเพิ่มความคุ้มครองผู้ลงทุน สินค้าและช่องทางลงทุนที่หลากหลาย

ก.ล.ต. แถลงผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมาย โดยได้เพิ่มความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันให้แก่ตลาดทุนไทย
ส่วนแผนงานปี 51 นั้น  จะเน้นเร่งเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุน  และเน้นคุ้มครองผู้ลงทุน
เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มบทบาทในเวทีต่างประเทศ


วันนี้ (19 ธันวาคม 2550)  นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยผลงานที่สำคัญ ๆ ในโอกาสที่ดำรงตำแหน่งในวาระที่หนึ่งครบ 4 ปี (2547-2550)  ดังนี้

1.ด้านการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตลาดทุนไทย
งานด้านนี้เป็นงานที่ได้เน้นมากเป็นพิเศษ  โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2547  ก.ล.ต. ได้จัดตั้งทีมงานขึ้นเพื่อทำการวิเคราะห์และตรวจสอบงบการเงิน  (accounting surveillance) ของบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ  เป็นประจำ  เพื่อป้องกันการทุจริตและเอาเปรียบผู้ถือหุ้น  จากการตรวจสอบดังกล่าว  ก.ล.ต.  พบประเด็นผิดปกติที่นำไปสู่การสั่งให้แก้ไขงบการเงินในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา 29 บริษัท  รวมทั้งสามารถตรวจสอบเชิงลึกพบการกระทำทุจริตจนกล่าวโทษดำเนินคดีได้อีกด้วย
หลายกรณี การติดตามใกล้ชิดดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจอย่างกว้างขวางแก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ดังเห็นได้ว่าในปี 2548
ตลาดทุนไทยเข้าร่วมโครงการประเมินการบริหารจัดการที่ดี  (Corporate Governance - Reports on the Observance of Standards and
Codes) โดยธนาคารโลก  และได้สอบผ่านมาตรฐานดังกล่าว  รวมทั้งต่อมาในปี 2550 ก็ได้เข้าโครงการ Financial Sector Assessment Program (FSAP)  โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (IMF) และได้รับผลประเมินย้ำว่าการกำกับดูและด้าน  Corporate Governance 
(CG) ของตลาดทุนไทยนั้นอยู่ในระดับได้มาตรฐานเป็นที่น่าพอใจอีกด้วย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้เร่งรัดให้มีการปรับปรุงมาตรฐานบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล IAS/IFRS  เพื่อให้การจัดทำงบการเงินเป็นไปตามมาตรฐาน
ที่สูงยิ่งขึ้น รวมทั้ง  ก.ล.ต.  ได้ร่วมมือกับองค์กรอิสระต่างๆ ในตลาดทุนเพื่อผลักดันการประเมิน CG ของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เช่น
จัดทำโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทจดทะเบียนมา 2 ปีแล้ว และสนับสนุนสถาบันกรรมการไทยในการ
ทำการประเมินการเปิดเผยเรื่อง CG ของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น


2. ด้านการเพิ่มบทบาทตลาดทุนไทยในเวทีต่างประเทศ
ผลักดันให้ไทยมีบทบาทเป็นผู้นำในเวที ก.ล.ต. โลก (IOSCO)  โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ไทยได้รับเลือกเป็นประธาน Asia Pacific Regional Committee
สองสมัยติดกัน ซึ่งช่วยให้สามารถสื่อถึงมาตรฐานการทำงานของตลาดทุนไทยและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลได้อย่างมาก  รวมทั้งยังช่วยสื่อสาร
ความคิดเห็นและปัญหาในมุมมองของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในการยกร่างมาตรฐานสากลต่าง ๆ  เช่น ในปี 2549 - 2550  ก.ล.ต. ได้เสนอ
ความเห็นเพื่อแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานบัญชีสากลที่กำลังยกร่างไปแล้วรวม 9 ฉบับ  นอกจากนี้  ก.ล.ต. ไทยยังได้เป็นผู้ริเริ่มในการจัดประชุม ก.ล.ต.
อาเซียนเป็นประจำทุก 6 เดือน  เพื่อประสานงานประเทศต่าง ๆ  ให้ปรับกฎระเบียบให้เป็นไปในทางเดียวกัน  เป็นการปูพื้นทำให้มีการลงทุน
ในหลักทรัพย์ระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันในอนาคต

3. ด้านการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อรองรับการแข่งขัน
ก.ล.ต. ได้ประกาศนโยบายกำหนดเวลาอย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนในการเปิดเสรีใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์และค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
หลักทรัพย์ใน ปี 2555 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับการแข่งขันที่จะเพิ่มมากขึ้น โดย ก.ล.ต. ได้ประกาศเป็นนโยบายว่า
พร้อมจะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ เพิ่มความยืดหยุ่นในเรื่องช่องทางการจำหน่าย การเปิดสาขาและเวลาทำการ
รวมทั้งขยายขอบเขตธุรกิจ ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อให้ตลาดทุนไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ ได้เร่งรัดให้มีการจัดตั้งตลาดอนุพันธ์ (TFEX) เมื่อปี 2549 เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุน
สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น  และได้ประสานงานเพื่อปรับปรุงโครงสร้างตลาดตราสารหนี้โดยรวมศูนย์การซื้อขายไว้ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตั้งแต่ปี 2547 ส่วนสมาคมตราสารหนี้ไทย (Thai BMA)  ก็ได้ปรับให้ไปทำหน้าที่เป็น Self Regulatory Organization  เพื่อทำหน้าที่
กำกับติดตามสภาพตลาดตราสารหนี้  และทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดราคา  (pricing agency)  สำหรับตราสารหนี้ที่มีการซื้อขายไม่บ่อย
รวมทั้งได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์หลายเรื่องเพื่อให้การออกและจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมีความคล่องตัว
มากขึ้นและลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลง ซึ่งทำให้ในปี 2549-2550 มีการขายตราสารหนี้ภาคเอกชนเป็นจำนวนถึงปีละ 1.3 ล้านล้านบาท 
เทียบกับ 3 แสนล้านบาทในปี 2547

4. ด้านการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในตลาดทุน
ผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ  มีการศึกษาเพื่อเพิ่มสินค้าประเภทใหม่ๆ ในตลาดทุน  โดยเฉพาะสินค้าที่ช่วยในการบริหารความเสี่ยงต่างๆ
เช่น SET 50 ETF, SET50 Index Futures และ SET 50 Index Options รวมทั้งเสนอนโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยไปลงทุน
ในต่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรกให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF)  ซึ่งได้ช่วยให้ผู้ลงทุน
มีทางเลือกในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น  ในขณะเดียวกันจะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งในระดับผู้ลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์ 
ซึ่งยอดเงินลงทุนต่างประเทศของกองทุนรวมเพิ่มขึ้น 15 เท่าจาก 400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2549 เป็น 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปัจจุบัน (ตุลาคม 2550)


5. ด้านการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
ผลักดันให้มีการออกและแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ผู้ลงทุน และยกระดับ CG รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการ
ทำธุรกรรมในตลาดทุน ได้แก่ การแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ (อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ)  ออกกฎหมาย
การดำเนินคดีแบบกลุ่ม โดยให้ครอบคลุมถึงคดีหลักทรัพย์ด้วย (class action) (ผ่านการพิจารณาคณะกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างรอเสนอ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ) กฎหมายทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และการแก้ไขพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ (ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
แล้ว อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย)  นอกจากนี้ ยังมีร่าง พ.ร.ก.นิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
ที่คณะรัฐมนตรีรับหลักการแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีการดำเนินการกับผู้กระทำผิด
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบของ ก.ล.ต. เอง และประสานงานใกล้ชิดกับหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง เช่น DSI สามารถทำให้มีการเปรียบเทียบปรับรวม 249 ราย เป็นเงินค่าปรับ 197,000,197.35 บาท และกล่าวโทษ 20 คดี โดยความผิด
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีกรรมการทุจริตหรือมีความผิดเกี่ยวกับบัญชีหรือเอกสาร

สำหรับแผนงานปีต่อไป (ปี 2551) นายธีระชัย  กล่าวต่อว่า  ก.ล.ต. จะให้ความสำคัญในงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.ด้านการเพิ่มการเชื่อมโยงกับ ก.ล.ต.  ต่างประเทศ
ก.ล.ต. มีแผนเข้าร่วมลงนามระดับพหุภาคีของ IOSCO เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบการกระทำผิด กับ ก.ล.ต. ประเทศต่าง ๆ
รวมทั้งปรับปรุงเกณฑ์ของไทยและประเทศต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนในเอเชีย
ด้วยกัน  ขณะเดียวกันแผนงานปี 2551 ก็จะเปิดให้ผู้ลงทุนไปลงทุนต่างประเทศได้หลายรูปแบบมากขึ้นด้วย  ไม่ว่าจะลงทุนผ่าน
กองทุนต่างๆ หรือลงทุนเองโดยตรงนอกจากนี้  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะนี้กำลังศึกษาเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารกิจการของตนเอง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพร้อมจะรับมือกับการแข่งขันจากภายนอก และเพิ่มโอกาสในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยง
ตลาดหลักทรัพย์ในโลกที่กำลังเกิดขึ้นและจะขยายมายังภูมิภาคนี้  ในเรื่องนี้  ก.ล.ต. ก็จะเตรียมแผนงานด้านการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์
ในรูปแบบต่างๆ  เพื่อรองรับไว้ด้วยเช่นกัน

2. ด้านการกระตุ้นผู้ประกอบการเพื่อรองรับการแข่งขัน
ก.ล.ต. จะเร่งผลักดันผู้ประกอบการให้เตรียมพร้อมรับการเปิดเสรีใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์ และเปิดเสรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์
ในอนาคต โดยมีการออกเกณฑ์ให้สามารถขออนุญาตทำธุรกิจได้อย่างครบวงจร  ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการพัฒนาตราสารทางการเงินใหม่ๆ
และปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถจัดโครงสร้างบริษัทในกลุ่มให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของกลุ่ม รวมทั้งจะทยอยปรับปรุง
กฎเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ เพื่อลดอุปสรรคและต้นทุนในการทำธุรกิจ โดยเน้นการกำกับดูแลแบบใช้การเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ลงทุนตัดสินใจเอง
(disclosure based) ให้มากขึ้นแทนการที่ ก.ล.ต. ใช้ดุลยพินิจตัดสินใจแทนผู้ลงทุนทั้งหมดอย่างในปัจจุบัน

3.  ด้านคุณภาพความน่าเชื่อถือขององค์กร
ก.ล.ต. ได้แก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เพื่อปรับโครงสร้างของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้มีการดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ โดยประธาน
กรรมการ ก.ล.ต. จะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ  แทนที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  มีการปรับโครงสร้างการทำงานภายใน ก.ล.ต.
โดยเพิ่มคณะกรรมการกำกับตลาดทุนเพื่อทำหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ในระดับที่มิใช่นโยบาย เพื่อแบ่งเบาภาระให้คณะกรรมการ ก.ล.ต.
นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของ ก.ล.ต.ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
รวมทั้งพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้เท่าทันต่อเหตุการณ์เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลแบบป้องกัน (preventive) อีกด้วย

นายธีระชัย  กล่าวสรุปว่า  “แนวโน้มตลาดทุนโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดนรวดเร็ว
และมีมากขึ้น  ก.ล.ต. จึงได้เสนอแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เพื่อเตรียมตลาดทุนไทยให้พร้อมรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าในเรื่องการพัฒนากฎเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากล  ในเรื่องการทำสินค้าให้มีคุณภาพโดยการยกระดับ CG ของบริษัทจดทะเบียน
และในเรื่องการผลักดันให้ผู้ประกอบการพร้อมรับการแข่งขัน โดย ก.ล.ต. ยินดีที่จะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ลงทุน และมุ่งเพิ่มสินค้าและช่องทางการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาตลาดทุนไทยยั่งยืนต่อไป”
-------------------------------------------

 


ข่าวฉบับนี้แสดงข้อมูล ณ วันที่ออกข่าวตามที่ระบุไว้ข้างต้น หากประสงค์จะดูข้อมูลสถานะปัจจุบันของเรื่อง โปรดดู ข้อมูลการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660
e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map